CPM คืออะไร? เจาะลึก Cost Per Mille และความสำคัญในการทำโฆษณาให้มีประสิทธิภาพ

CPM คืออะไร? เจาะลึก Cost Per Mille และความสำคัญในการทำโฆษณาให้มีประสิทธิภาพ

Key Takeaways

  • CPM คือดัชนีการมองเห็น และ CPM ย่อมาจาก Cost Per Mille หรือต้นทุนต่อการเห็น 1,000 ครั้ง เป็นหัวใจของการวัด ค่าใช้จ่ายในการโฆษณา ช่วงสร้างการรับรู้แบรนด์
  • การ คำนวณ CPM ช่วยให้คุณกะงบได้แม่นยำว่าต้องใช้เงินเท่าไหร่เพื่อให้คนเห็นหลักล้านคน และใช้เทียบกับคู่แข่งได้ว่าเราจ่ายแพงไปหรือไม่
  • หากถามว่า CPM ใช้กับอะไร ดีที่สุด? คำตอบคือการทำให้คนรู้จักแบรนด์ในวงกว้าง หรือการย้ำเตือน (Retargeting) ให้ลูกค้าจดจำเราได้
  • ต้องเข้าใจว่า CPM กับ CPC ต่างกันยังไงเพื่อเลือกจ่าย ค่าใช้จ่ายในการโฆษณา ให้คุ้มที่สุด หากคอนเทนต์ดีคนคลิกเยอะ การโฆษณา CPM จะช่วยให้ต้นทุนต่อคลิกถูกลงกว่าปกติ
  • โฆษณาแบบ CPM ดีไหม จะขึ้นอยู่กับ Creative ถ้าโฆษณาน่าสนใจ แพลตฟอร์มจะลดค่า CPM หรือ ค่าใช้จ่ายในการโฆษณา ให้ถูกลง ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่ Convert Cake ใช้คุมงบให้หลาย ๆ ธุรกิจ   

เคยรู้สึกไหมว่าการจ่ายเงินยิงแอดในแต่ละวัน เหมือนการโยนเงินทิ้งแบบไม่เห็นผลชัดเจน อย่างทุกวันนี้การแข่งขันด้านการยิงแอดทุกช่องทางก็สูงเหลือเกิน คำถามสำคัญคือ แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าเงินทุกบาทที่จ่ายไปนั้นคุ้มค่าและมีคนเห็นโฆษณาของเราจริง ๆ หรือเปล่า?

การวัดความคุ้มค่าของการยิงแอด หรือ ยิงโฆษษณานั้นมีสิ่งหนึ่งที่ที่คุณต้องทำความเข้าใจให้ชัดคือ CPM (Cost Per Mille) ซึ่งเป็นตัวเลขที่จะบอกคุณว่า คุณต้องจ่ายเงินเท่าไหร่เพื่อให้โฆษณาไปปรากฏต่อหน้ากลุ่มเป้าหมายทุก ๆ 1,000 ครั้ง แต่ก่อนอื่นควรทำความเข้าใจว่า CPM คืออะไร และ CPM ใช้กับอะไร รวมไปถึง CPM กับ CPC ต่างกันยังไง เพื่อไม่ให้ ค่าใช้จ่ายในการโฆษณา และ การโฆษณา CPM นั้นศูนย์เปล่า 

ที่ Convert Cake ในฐานะที่เราเป็น Performance Marketing Agency ที่เน้นผลลัพธ์เป็นหลัก เราไม่ได้มองแค่ว่าโฆษณาจะถูกแสดงผลกี่ครั้ง แต่เราวิเคราะห์ลึกลงไปว่า CPM ในการตลาดคืออะไร ค่า CPM นั้นกำลังบอกอะไรกับธุรกิจของคุณ และ โฆษณาแบบ CPM ดีไหม เพื่อช่วยให้ทุกงบประมาณที่ลงทุนไปทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เข้าถึงคนที่ใช่ และเปลี่ยนยอดวิวให้กลายเป็นผลกำไรได้อย่างยั่งยืน

Table of Contents

CPM คืออะไร? ทำความเข้าใจ Cost Per Mille แบบง่ายๆ

หากคุณกำลังสงสัยว่า CPM ย่อมาจาก อะไร คำตอบทางเทคนิคคือ Cost Per Mille โดยคำว่า “Mille” เป็นภาษาละตินที่แปลว่า “หนึ่งพัน” ดังนั้นหากถามว่า CPM คืออะไร ในแง่ปฏิบัติ นั้น CPM คือ ตัวชี้วัดที่ใช้ระบุว่า ค่าใช้จ่ายในการโฆษณา ที่คุณต้องจ่ายเพื่อให้โฆษณาถูกแสดงผล (Impressions) ครบทุก ๆ 1,000 ครั้งนั้นเป็นเงินเท่าไหร่นั่นเอง

ในการทำธุรกิจ CPM ในการตลาดคือ มาตรวัดที่ช่วยให้เราประเมินความคุ้มค่าของการกระจายแมสเสจออกไปสู่วงกว้าง โดยมีองค์ประกอบพื้นฐานที่คุณต้องแยกให้ออกดังนี้ 

  • Impression (การแสดงผล): นับเป็น 1 ครั้งทันทีที่โฆษณาถูกโหลดขึ้นมาบนหน้าจอผู้ใช้ ไม่ว่าพวกเขาจะสังเกตเห็น หรือคลิกหรือไม่ก็ตาม
  • ความแตกต่างที่สำคัญ:
    • Reach: จำนวนคน (แบบไม่ซ้ำกัน) ที่เห็นโฆษณาของคุณ
    • Impression: จำนวนครั้งทั้งหมดที่โฆษณาถูกแสดงผล (เช่น คนเดิมเห็นโฆษณาเดิม 3 ครั้ง จะนับเป็น Reach 1 แต่เป็น Impression 3)

CPM ในการตลาดคือ อะไร

CPM ในการตลาดคือ ตัวกำหนดทิศทางธุรกิจ ค่า CPM ไม่ใช่แค่ตัวเลขที่บอกว่าเราจ่ายเงินไปเท่าไหร่ แต่มันคือดัชนีชี้วัดคุณภาพของแคมเปญ การโฆษณา CPM นั้น ๆ 

  1. วัดระดับการแข่งขัน (Market Competition): หากค่า CPM พุ่งสูงขึ้นผิดปกติ อาจเป็นสัญญาณว่าคู่แข่งกำลังทุ่มงบแย่งชิงกลุ่มเป้าหมายเดียวกับคุณอยู่ หรือคุณกำลังยิงแอดในช่วงเทศกาลที่มีการแข่งขันสูง (เช่น 11.11 หรือช่วงปีใหม่)
  2. ประเมินความแม่นยำของกลุ่มเป้าหมาย: หากคุณเลือกกลุ่มเป้าหมาย (Audience) ที่แคบและเฉพาะเจาะจงเกินไป ค่า CPM มักจะสูงขึ้นตามธรรมชาติ การเข้าใจเรื่องนี้จะช่วยให้คุณวางกลยุทธ์การจัดสรรงบประมาณได้อย่างเหมาะสม
  3. สะท้อนคุณภาพของ Creative: แพลตฟอร์มอย่าง Facebook หรือ TikTok จะให้รางวัลโฆษณาที่คนชอบด้วยการลดค่า CPM ให้ถูกลง ดังนั้นถ้า CPM แพงเกินไป อาจถึงเวลาที่คุณต้องกลับไปเช็กว่าชิ้นงานโฆษณาของคุณหยุดนิ้ว คนได้จริงหรือเปล่า

CPM ในการตลาดคือ อะไร

นอกจาก CPM แล้ว หลายคนอาจเคยสับสนว่า CPM กับ CPC ต่างกันยังไง ในโลกของ การโฆษณา ยังมีตัวชี้วัดตัวอื่นที่ขึ้นต้นด้วย “C” และมีความสำคัญไม่แพ้กัน ซึ่งคุณต้องนำมาวิเคราะห์ร่วมกันเพื่อดูภาพรวมของแคมเปญ:

  • CPC (Cost Per Click): ต้นทุนต่อการคลิก 1 ครั้ง CPC คือ โมเดลการจ่ายเงินแบบ Pay-Per-Click (PPC) บนแพลตฟอร์มอย่าง Google หรือ Facebook โดยทำงานผ่านระบบประมูล (Auction-style) ที่คุณสามารถตั้งราคาประมูลสูงสุด (Maximum Bid) ที่ยอมจ่ายต่อ 1 คลิกได้ ซึ่งราคาจ่ายจริงมักจะต่ำกว่าค่าที่ตั้งไว้เสมอ ระบบนี้จะช่วยให้คุณควบคุมต้นทุนการดึงทราฟฟิกคุณภาพเข้าสู่เว็บไซต์ได้อย่างแม่นยำ
  • CPA (Cost Per Acquisition/Action): ต้นทุนต่อการเกิด 1 คอนเวอร์ชัน เช่น การสั่งซื้อ การสมัครสมาชิก หรือการกรอกฟอร์มนำเสนอการขาย นี่คือตัวเลขระดับลึกที่สุดที่บอกว่าแคมเปญของคุณมีกำไรหรือไม่ เพราะเป็นการวัดผลที่การกระทำของลูกค้าจริง ๆ โดยเอเจนซี่มักใช้ CPA เป็นตัวตัดสินใจว่าควรไปต่อหรือพอแค่นี้กับกลุ่มเป้าหมายนั้น ๆ หากค่า CPA สูงกว่ากำไรต่อหน่วยของสินค้า นั่นคือสัญญาณว่าคุณกำลังขาดทุนแม้จะมีค่า CPM ที่ถูกก็ตาม
  • CPV (Cost Per View): มาตรวัดมาตรฐานสำหรับการโฆษณาวิดีโอโดยเฉพาะบน YouTube หรือ TikTok ซึ่งเป็นการนับค่าใช้จ่ายต่อการดูวิดีโอ 1 ครั้งตามเกณฑ์ที่แพลตฟอร์มกำหนด (เช่น ดูต่อเนื่องเกิน 30 วินาที หรือดูจนจบ) ตัวชี้วัดนี้ช่วยให้คุณประเมินได้ว่าเนื้อหาวิดีโอของคุณดึงดูดใจพอที่จะทำให้คนหยุดดูหรือไม่ ซึ่งต่างจาก CPM ที่นับเพียงแค่โฆษณาโหลดขึ้นมาบนหน้าจอแต่คนอาจจะยังไม่ได้เริ่มดูเนื้อหาจริง ๆ
  • CTR (Click-Through Rate): แม้จะไม่ได้ขึ้นต้นด้วย C แต่อันนี้คือ “จิ๊กซอว์” สำคัญที่เชื่อมโยงทุกอย่างเข้าด้วยกัน เพราะมันคือเปอร์เซ็นต์ที่บอกว่าจากจำนวนการแสดงผลทั้งหมด (CPM) มีคนคลิก (CPC) เข้ามาจริงเท่าไหร่ ยิ่งค่า CTR สูง ยิ่งสะท้อนว่าชิ้นงานโฆษณาของคุณโดดเด่นและมีคุณภาพในสายตาผู้ใช้งาน ซึ่งจะส่งผลทางอ้อมให้แพลตฟอร์มลดราคาค่าโฆษณาของคุณลงเนื่องจากระบบมองว่าเป็นเนื้อหาที่มีประโยชน์ต่อผู้ใช้ 

วิธีคำนวณ CPM: ง่ายกว่าที่คิด

การเรียนรู้วิธี คำนวณ CPM จะช่วยให้คุณเห็นภาพชัดเจนว่าเงินทุกบาทที่จ่ายไปใน การโฆษณา CPM นั้นคุ้มค่าหรือไม่ โดยคุณสามารถคำนวณได้เองจากสูตรดังนี้

CPM = (ค่าใช้จ่ายทั้งหมดในการโฆษณา / จำนวนการแสดงผลทั้งหมด) x 1,000

ตัวอย่างการคำนวณ CPM:

สมมติว่าคุณใช้งบประมาณในการโฆษณาไป 1,000 บาท และโฆษณาของคุณมีการแสดงผลรวม 100,000 ครั้ง:

  • ค่าใช้จ่ายทั้งหมด: 1,000 บาท
  • จำนวนการแสดงผลทั้งหมด: 100,000 ครั้ง

การคำนวณ: CPM = (1,000 บาท / 100,000 Impressions) x 1,000 CPM = 0.01 x 1,000 CPM = 10 บาท

นั่นหมายความว่า คุณจ่าย 10 บาท สำหรับการแสดงผลโฆษณา 1,000 ครั้ง โดยปกติแล้วคุณสามารถตรวจสอบข้อมูลอย่าง “ค่าใช้จ่ายโฆษณารวม” (Total Ad Spend) และ “จำนวนครั้งที่แสดงผล” (Total Impressions) ได้โดยตรงจากแดชบอร์ดรายงานของแพลตฟอร์มโฆษณาต่าง ๆ เช่น Facebook Ads Manager, Google Ads หรือ TikTok Ads

แพลตฟอร์มที่ใช้ CPM คืออะไร บ้าง

ก่อนจะตอบคำถามว่า โฆษณาแบบ CPM ดีไหม ต้องมาดูกันก่อนว่าแพลตฟอร์มเพื่อทำ การโฆษณา CPM อันไหนเหมาะกับอะไร ไม่ใช่แค่การดูว่าที่ไหนถูกที่สุด แต่ต้องดูว่าระบบนิเวศของแพลตฟอร์มนั้นส่งผลต่อราคาและคุณภาพการมองเห็นอย่างไร ข้อมูลด้านล่างคือรายละเอียดเชิงลึกที่ Performance Marketing Agency ใช้ในการวางแผน  

1. การโฆษณา CPM บน Meta Ads (Facebook & Instagram)

แพลตฟอร์มที่มีระบบอัลกอริทึมในการจัดสรรโฆษณา CPM ที่ซับซ้อนที่สุด ข้อมูลผู้ใช้มีความหลากหลายสูง ทำให้ระบบสามารถระบุได้แม่นยำว่าใครคือกลุ่มเป้าหมายที่มีคุณภาพ

  • พฤติกรรมและคุณภาพ: ผู้ใช้บน Facebook และ Instagram มักมีการปฏิสัมพันธ์กับโฆษณาในระดับสูง (High Engagement) การแสดงผล 1,000 ครั้งบนนี้จึงมักนำไปสู่การคลิกหรือยอดขายได้ดีกว่าแพลตฟอร์มอื่น
  • กลยุทธ์การใช้: เหมาะกับการทำ Retargeting โดยใช้ CPM เพื่อย้ำเตือนคนที่เคยเข้าเว็บไซต์หรือกดใส่ตะกร้าให้กลับมาซื้อสินค้า รวมถึงการสร้างแบรนด์ผ่านรูปภาพและวิดีโอคุณภาพสูงบนหน้า Feed และ Stories
  • ระดับราคา: ค่า CPM อยู่ในเกณฑ์สูง (ประมาณ 250 – 500 บาท) และราคาจะผันผวนรุนแรงตามช่วงเทศกาลหรือการแข่งขันในตลาด หากโฆษณาของคุณไม่มีคุณภาพ (Relevance Score ต่ำ) ระบบจะยิ่งดีดค่า CPM ให้แพงขึ้นเพื่อลดการแสดงผล

2. การโฆษณา CPM บน TikTok Ads

เป็นพื้นที่ที่ระบบอัลกอริทึมเน้นการส่งคอนเทนต์ตามความสนใจ (Interest-based) ทำให้โฆษณา CPM เข้าถึงคนวงกว้างได้อย่างรวดเร็วมาก

  • พฤติกรรมและคุณภาพ: ผู้ใช้ TikTok มีพฤติกรรมการปัดหน้าจอที่เร็วมาก (Fast Scrolling) แม้จำนวน Impression จะพุ่งสูงได้ง่าย แต่ “คุณภาพการมองเห็น” ในแต่ละครั้งอาจต่ำกว่าแพลตฟอร์มอื่นหากหยุดคนดูไม่ได้ใน 2 วินาทีแรก
  • กลยุทธ์การใช้: เหมาะกับการเปิดตัวสินค้าใหม่ที่ต้องการยอดวิวหลักล้านในงบประมาณจำกัด หรือการทำแคมเปญร่วมกับ Influencer เพื่อสร้างกระแสให้คนเห็นสินค้าจำนวนมากในระยะเวลาอันสั้น

ระดับราคา: ค่า CPM ถูกมาก (ประมาณ 100 – 250 บาท) เหมาะสำหรับการซื้อพื้นที่สื่อจำนวนมากเพื่อให้คนเห็นผ่านตาบ่อยที่สุด แต่ต้องระวังเรื่องการทำคอนเทนต์ เพราะถ้าคลิปดูเป็นโฆษณาจ๋าเกินไป คนจะปัดทิ้งทันทีทำให้ค่า CPM ที่ถูกนั้นไม่ก่อให้เกิดประโยชน์

3. การโฆษณา CPM บน Google Display Network (GDN)

การใช้ป้ายโฆษณา (Banner) กระจายไปตามเว็บไซต์ข่าว บล็อก หรือแอปพลิเคชันที่เป็นพันธมิตรกับ Google กว่า 2 ล้านแห่งทั่วโลก โดดเด่นในส่วนของราคาของ CPM 

  • พฤติกรรมและคุณภาพ: เป็นการโฆษณาแบบเชิงรับ (Passive) ผู้ใช้ไม่ได้เข้ามาเพื่อดูโฆษณา แต่มาเพื่ออ่านเนื้อหาในเว็บนั้น ๆ ดังนั้นอัตราการคลิก (CTR) จะต่ำมากเมื่อเทียบกับ Social Ads แต่ได้เปรียบเรื่องความสม่ำเสมอในการเห็น
  • กลยุทธ์การใช้: เน้นการครอบคลุมพื้นที่บนอินเทอร์เน็ต (Broad Reach) เพื่อให้คนเห็นแบรนด์บ่อย ๆ จนเกิดความคุ้นเคย เหมาะสำหรับธุรกิจที่ต้องการสร้างความน่าเชื่อถือผ่านการปรากฏตัวบนเว็บไซต์ชั้นนำต่าง ๆ
  • ระดับราคา: ราคาถูกที่สุด (ประมาณ 30 – 90 บาท) และสามารถควบคุมงบประมาณได้ง่าย เหมาะสำหรับใช้ครองพื้นที่สื่อ (Share of Voice) ในระยะยาวโดยไม่ทำให้งบบานปลาย

4. การโฆษณา CPM บน YouTube Ads

การแสดงผลโฆษณารูปแบบวิดีโอในแพลตฟอร์มวิดีโออันดับหนึ่งของโลก ที่เน้นการสื่อสารผ่านภาพและเสียงแบบสมบูรณ์ 

  • พฤติกรรมและคุณภาพ: ผู้ใช้ YouTube ส่วนใหญ่เข้ามาเพื่อเสพเนื้อหาแบบตั้งใจ (High Intent) การเห็นโฆษณาบนนี้จึงมีความหมายมากกว่า เพราะผู้ใช้มักจะดูวิดีโอในจอที่ใหญ่และเปิดเสียง ทำให้เมสเสจของแบรนด์ถูกสื่อสารออกไปได้ครบถ้วนกว่า
  • กลยุทธ์การใช้: ใช้ CPM กับโฆษณาประเภท Non-skippable (ข้ามไม่ได้) หรือ Bumper Ads (6 วินาที) เพื่อบังคับให้ผู้ใช้เห็นเมสเสจสำคัญก่อนเข้าชมวิดีโอหลัก เป็นการสร้างความทรงจำเกี่ยวกับแบรนด์ (Brand Recall) ที่มีประสิทธิภาพสูงสุด
  • ระดับราคา: ราคากลาง ๆ แต่คุ้มค่าในเชิง Branding เพราะเป็นการซื้อเวลาและความสนใจของผู้ใช้ ไม่ใช่แค่ยอดวิวผ่าน ๆ บนหน้าฟีด 

เมื่อไหร่ที่ควรใช้ CPM? วิเคราะห์กลยุทธ์เพื่อให้คุ้มค่าที่สุด

การเลือกใช้ Metrics ในการยิงโฆษณาไม่ใช่แค่การเลือกตามความถนัด แต่ต้องเลือกให้สอดคล้องกับจุดประสงค์ของแคมเปญในขณะนั้น เพราะการเลือกใช้ การโฆษณา CPM ผิดจังหวะอาจทำให้งบประมาณบานปลายโดยไม่ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ ในขณะที่การใช้ถูกจังหวะจะช่วยลดต้นทุนการตลาดได้มหาศาล 

กรณีที่ควรใช้ CPM (Do)

กรณีที่ไม่ควรใช้ CPM (Don’t)

Brand Building: เน้นสร้างภาพจำและความน่าเชื่อถือ

Direct Sales: ต้องการปิดการขายหรือสร้างยอดขายทันที

Mass Reach: ต้องการส่งแมสเสจให้คนเห็นเยอะที่สุด

Lead Generation: ต้องการเก็บข้อมูลลูกค้า (ชื่อ/เบอร์โทร)

High CTR Creative: มั่นใจว่าโฆษณาสวยและคนจะคลิกเยอะ

High Intent Action: ต้องการให้คนเกิดพฤติกรรมเฉพาะเจาะจง

Market Penetration: แนะนำสินค้าใหม่เข้าสู่ตลาด

Conversion Focus: เมื่อต้องการวัดผลกำไร (ROI) จากยอดซื้อ

โฆษณาแบบ CPM ดีไหม? อธิบายข้อดีและข้อจำกัด

คำถามที่ว่า โฆษณาแบบ CPM ดีไหม ไม่สามารถตอบได้ด้วยคำว่าดีหรือไม่ดี เพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาผ่านเลนส์ของ Marketing Funnel หากคุณกำลังพยายามสร้างฐานพีระมิดที่แข็งแกร่ง (Top of Funnel) CPM คือเครื่องมือที่คุ้มค่าที่สุด แต่ในทางกลับกัน หากคุณต้องการผลลัพธ์ที่ปลายกรวยการขาย การเลือกใช้ CPM เพียงอย่างเดียวอาจกลายเป็นการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำได้ ข้อมูลด้านล่างคือวิเคราะห์เชิงลึกที่สรุปจากประสบการณ์ของ Performance Marketing Agency ในการจัดการงบประมาณหลักล้าน

ข้อดีของ CPM คืออะไร

  • การครองพื้นที่สื่อ (Share of Voice): ช่วยให้แบรนด์ได้พื้นที่สื่อ (Ad Inventory) จำนวนมหาศาลในราคาเฉลี่ยที่ถูกลงอย่างมากเมื่อเทียบกับสื่อดั้งเดิม เหมาะสำหรับการปูพรมเพื่อให้แมสเสจสำคัญเข้าถึงการรับรู้ของกลุ่มเป้าหมายในวงกว้าง
  • กลไก Low CPM, High CTR: นี่คือเทคนิคที่นักยิงแอดมือโปรใช้ หากคุณมี Creative ที่ทรงพลังและมีค่า Click-Through Rate (CTR) สูง การเลือกจ่ายแบบ CPM จะทำให้ต้นทุนต่อคลิก (CPC) ที่เกิดขึ้นจริงของคุณต่ำกว่า การเลือกตั้งค่าจ่ายเงินแบบ CPC โดยตรงมหาศาล เพราะราคาการแสดงผล 1,000 ครั้งนั้นคงที่ แต่คุณได้จำนวนคนเข้าเว็บเพิ่มขึ้นแบบทวีคูณ
  • การสร้าง Brand Recall: การเห็นซ้ำ (Frequency) เป็นพื้นฐานทางจิตวิทยาที่ทำให้คนจดจำแบรนด์ได้ ซึ่ง CPM คือโมเดลเดียวที่ช่วยให้คุณบริหารจัดการจำนวนครั้งที่เห็นได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด 

ข้อจำกัดที่ต้องระวัง ของ CPM คืออะไร

  • ความเสี่ยงเรื่อง Impression ที่ไร้คุณภาพ: CPM คืออะไร ที่เน้นเพียงแค่การแสดงผล (Exposure) เท่านั้น ระบบจะนับ 1 Impression ทันทีที่โฆษณาโหลดขึ้นมา แม้ผู้ใช้จะปัดผ่านไปอย่างรวดเร็วโดยไม่ทันมองเห็นจริง ๆ (Viewability) ดังนั้นตัวเลขนี้จึงไม่ได้การันตีคุณภาพหรือเจตจำนงในการซื้อ (Purchase Intent) เสมอไป
  • ความยากในการวัด ROI ทันที: สำหรับแคมเปญที่เน้นยอดขาย การใช้ CPM อาจทำให้คุณหลงทางกับตัวเลขยอดวิว ที่สวยงาม แต่กลับไม่มียอดสั่งซื้อเกิดขึ้นจริง หากกลุ่มเป้าหมายที่เลือกไว้กว้างเกินไปหรือไม่มีความสนใจในตัวสินค้า ยอด Impression มหาศาลเหล่านั้นจะกลายเป็นเพียงค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้สร้างผลตอบแทนที่เป็นตัวเงินกลับมาให้ธุรกิจ

CPM เหมาะกับเป้าหมายแบบไหน? วิเคราะห์การใช้ตาม Customer Journey

ในการวางแผน CPM ในการตลาด นักโฆษณาไม่ได้มองแค่ยอดวิวที่พุ่งสูงขึ้น แต่ต้องมองถึงความคุ้มค่าในแต่ละช่วงของเส้นทางที่ลูกค้าจะมาถึงแบรนด์ (Customer Journey) โดย CPM จะทำหน้าที่ได้ดีที่สุดในจุดประสงค์ต่อไปนี้ 

  • การสร้างการรับรู้และตัวตนของแบรนด์ (Brand Awareness & Identity): ในช่วงเริ่มต้นที่คนยังไม่รู้จักแบรนด์ การทำให้ชื่อและโลโก้ผ่านตา (Brand Recall) บ่อยที่สุดคือรากฐานสำคัญ การใช้ การโฆษณา CPM ช่วยให้คุณปูพรมให้กลุ่มเป้าหมายจำคุณได้ก่อน โดยไม่ต้องกดดันให้พวกเขาคลิกทันที ซึ่งในสภาวะที่ลูกค้ายังไม่มีความเชื่อมั่น การซื้อ Impression 1,000 ครั้งจะใช้เงินน้อยกว่าการพยายามเค้นให้เกิดคลิก (CPC) ที่มักจะมีราคาสูงกว่า
  • การขยายการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างรวดเร็ว (Reach Maximization): หากคุณมีแมสเสจที่ต้องการให้คนรับรู้พร้อมกันในเวลาจำกัด เช่น การประกาศแคมเปญลดราคาใหญ่ประจำปี หรือการเปิดสาขาใหม่ CPM คือเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุด เพราะระบบจะเน้นกระจายโฆษณาไปยังผู้ใช้ที่ไม่ซ้ำกันให้กว้างที่สุด ช่วยให้คุณครองพื้นที่สื่อ (Share of Voice) ในตลาดได้เหนือกว่าคู่แข่งในช่วงเวลาสำคัญ
  • การย้ำเตือนใจเพื่อกระตุ้นการตัดสินใจ (Retargeting: Remind & Recall): ทางจิตวิทยา ผู้บริโภคต้องการการเห็นโฆษณาซ้ำเฉลี่ย 3-7 ครั้งก่อนจะตัดสินใจ CPM จึงเป็นเครื่องมือชั้นยอดในการทำ Retargeting เพื่อตามไปย้ำเตือนคนที่เคยสนใจแต่ยังไม่ซื้อ ช่วยรักษาพื้นที่ในใจ (Top of Mind) ได้ตลอดเวลาด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่าการวิ่งหาลูกค้าใหม่ (Cold Audience)
  • ใช้กับชิ้นงานโฆษณา (Creative) ที่โดดเด่นเป็นพิเศษ: นี่คือช่องโหว่ที่นักยิงแอดมือโปรใช้ทำกำไร หากคุณมั่นใจว่า Creative ของคุณหยุดนิ้วคนได้จริงจนมีโอกาสคลิกสูงมาก (High CTR) การจ่ายแบบ CPM จะสร้างความได้เปรียบมหาศาล เพราะราคาการแสดงผล 1,000 ครั้งนั้นคงที่ แต่ถ้าคนแห่คลิกเข้ามามากกว่าปกติ ต้นทุนต่อคลิก (CPC) จริงของคุณจะถูกลงจนน่าตกใจเมื่อเทียบกับการจ่ายแบบ CPC โดยตรง
  • การส่งเสริมเนื้อหาที่มีคุณค่า (Content Promotion): เหมาะสำหรับธุรกิจที่เน้นสร้างความน่าเชื่อถือผ่านความเชี่ยวชาญ (Authority) การใช้ CPM เพื่อโปรโมตบทความให้ความรู้หรือวิดีโอสตอรี่ จะช่วยดึงคนเข้าสู่ระบบนิเวศของแบรนด์ในราคาประหยัด เพื่อสร้างภาพลักษณ์ระยะยาวให้ลูกค้าเลือกคุณเมื่อถึงเวลาที่เขาต้องการซื้อจริง ๆ

ปัจจัยที่มีผลต่อ CPM และวิธีลดต้นทุน

CPM ในการตลาด ไม่ใช่แค่ตัวเลขค่าใช้จ่าย แต่เป็นเครื่องมือพยากรณ์งบประมาณ (Forecasting) และบรรทัดฐานในการวัดประสิทธิภาพแคมเปญ ค่า CPM คือดัชนีชี้วัด ที่บอกว่าคุณจ่ายเงินแพงเกินจริงหรือถูกกว่าค่าเฉลี่ยในอุตสาหกรรม ซึ่ง Insights เหล่านี้ช่วยให้คุณวางแผนงบประมาณในอนาคตได้อย่างคุ้มค่าในสมรภูมิที่มีการแข่งขันสูง

นอกจากนี้ ค่า CPM ยังสะท้อนถึงคุณค่าของตำแหน่งโฆษณา (Ad Placement Value) ทำให้รู้ว่าควรเทงบไปที่ช่องทางใดจึงจะได้การเข้าถึงที่คุ้มค่าที่สุด โดยเฉพาะแคมเปญ Awareness ที่ยอด Impression คือหัวใจสำคัญ ซึ่งการจะคุมต้นทุนให้ต่ำลงได้

คุณจำเป็นต้องเข้าใจปัจจัยสำคัญของ CPM ดังต่อไปนี้

ปัจจัยที่ส่งผลต่อ CPM คืออะไร

  • กลุ่มเป้าหมาย (Target Audience): กลุ่มที่เฉพาะเจาะจงมาก หรือกลุ่มที่อยู่ในพื้นที่ที่มีกำลังซื้อสูง มักจะมีค่า CPM สูงกว่า เนื่องจากการแข่งขันของนักโฆษณาเพื่อเข้าถึงกลุ่มนี้สูง
  • แพลตฟอร์มโฆษณา (Ad Platform): ค่า CPM บน Facebook, TikTok และ Google อาจแตกต่างกันอย่างมาก บางแพลตฟอร์มมีต้นทุนโฆษณาสูงกว่าตามธรรมชาติ หรือบางตำแหน่ง (Placement) มีราคาที่พรีเมียมกว่า
  • ตำแหน่งการแสดงโฆษณา (Ad Placement): ตำแหน่งที่โฆษณาของคุณถูกแสดง เช่น in-feed, story, search results หรือ display network ส่งผลโดยตรงต่อต้นทุน
  • ฤดูกาล (Seasonality): ในช่วงเทศกาลช้อปปิ้งใหญ่ เช่น Black Friday หรือช่วงสิ้นปี พื้นที่โฆษณาจะมีราคาสูงขึ้นตามความต้องการ ทำให้ CPM แพงขึ้น
  • คุณภาพและความเกี่ยวข้องของโฆษณา (Ad Quality / Relevance Score): แพลตฟอร์มให้รางวัลกับโฆษณาที่มีคุณภาพและเกี่ยวข้องด้วยค่า CPM ที่ต่ำกว่า ในทางกลับกัน โฆษณาที่ไม่ดึงดูดหรือได้รับ Feedback เชิงลบจะทำให้ต้นทุนสูงขึ้น
  • กลยุทธ์การประมูล (Bidding Strategy): กลยุทธ์ที่เลือกใช้ (เช่น Automatic Bidding, Manual Bidding) และงบประมาณที่ตั้งไว้ จะมีผลต่อการแข่งขันในการซื้อ Impression
  • การแข่งขัน (Competition): จำนวนผู้ลงโฆษณาที่แข่งขันเพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายเดียวกันในพื้นที่เดียวกัน มีผลโดยตรงต่อค่า CPM ยิ่งการแข่งขันสูง ค่า CPM ก็สูงตาม

กลยุทธ์ในการลดค่า CPM คืออะไร

  • ปรับปรุงโฆษณาและข้อความ (Improve Ad Creative & Copy): การสร้างโฆษณาที่มีภาพสวย คอนเทนต์ดึงดูด และข้อความที่ชัดเจนตรงใจกลุ่มเป้าหมาย จะช่วยเพิ่ม Relevance Score และ Engagement ซึ่งแพลตฟอร์มมักจะให้ต้นทุนการแสดงผลที่ถูกลง
  • ปรับปรุงการกำหนดกลุ่มเป้าหมาย (Refine Targeting): เลือกกลุ่มเป้าหมายที่แม่นยำ แม้ว่าการกำหนดกลุ่มกว้างอาจดูเหมือนถูกกว่าในตอนแรก แต่การโฟกัสกลุ่มที่เกี่ยวข้องจริง ๆ จะสร้างผู้ชมที่มี Engagement สูงและช่วยเพิ่มคุณภาพโฆษณาในระยะยาว
  • ทำ A/B Testing อย่างต่อเนื่อง (A/B Test Ad Variations): ทดสอบข้อความ หัวข้อ ภาพ วิดีโอ และ CTA หลากหลายแบบเพื่อหาว่าอะไรที่กลุ่มเป้าหมายตอบสนองดีที่สุด และสร้างผลลัพธ์ที่คุ้มค่าที่สุด
  • ปรับปรุงหน้า Landing Page (Optimize Landing Pages – Indirect): แม้จะไม่กระทบต่อ CPM โดยตรง แต่หน้า Landing Page ที่ดี จะช่วยสร้างประสบการณ์การใช้งานที่ราบรื่นและมี Conversion Rate ที่สูงขึ้น ซึ่งอาจนำไปสู่คะแนนความเกี่ยวข้องที่ดีขึ้น
  • เลือกช่วงเวลาในการลงโฆษณา (Schedule Ads Effectively): แสดงโฆษณาในช่วงเวลาที่กลุ่มเป้าหมายมีแนวโน้มจะใช้งานมากที่สุด เพื่อหลีกเลี่ยงการแข่งขันสูงและได้ค่า CPM ที่คุ้มค่ากว่า
  • ใช้เครื่องมือ AI (Leverage AI-Powered Tools): ที่ Convert Cake เราใช้เครื่องมือ AI ขั้นสูง เช่น การทำ Nano-Influencer Scaling ซึ่งช่วยลด CPC ได้สูงสุดถึง 50% ผ่านการทำงานกับอินฟลูเอนเซอร์ขนาดเล็กจำนวนมาก วิธีนี้ไม่เพียงช่วยลดต้นทุน แต่ยังเพิ่มความน่าเชื่อถือและการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง กลายเป็นกลยุทธ์ล้ำสมัยที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของงบโฆษณาและสร้างมูลค่าในการแสดงผลที่ดีกว่า 

CPM vs. CPC vs. CPA: เลือกใช้ Metric ไหนให้ตอบโจทย์ธุรกิจ?

ในการวางกลยุทธ์ การโฆษณา CPM, CPC และ CPA คือ 3 เมตริกพื้นฐานที่มีบทบาทแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง การทำความเข้าใจว่าเมตริกแต่ละตัวทำงานอย่างไรและ CPM ใช้กับอะไร ในช่วงเวลาไหน คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้คุณบริหารจัดการ ค่าใช้จ่ายในการโฆษณา ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

ตารางเปรียบเทียบเมตริกสำคัญในการโฆษณา

Metric

คำนิยาม

กรณีการใช้งานที่เหมาะสมที่สุด

เป้าหมายหลัก

CPM

CPM ย่อมาจาก Cost Per Mille (จ่ายต่อการเห็น 1,000 ครั้ง)

สร้างการรับรู้แบรนด์ (Awareness), การกระจายเนื้อหา (Reach), เพิ่มยอดวิววิดีโอ

การมองเห็น & การจดจำแบรนด์

CPC

Cost Per Click (จ่ายต่อการคลิก 1 ครั้ง)

ดึงทราฟฟิกเข้าเว็บไซต์, เพิ่ม Engagement บนหน้า Landing Page

ทราฟฟิก & ความสนใจเบื้องต้น

CPA

Cost Per Acquisition (จ่ายต่อการได้ลูกค้า 1 คน)

การสร้างยอดขาย (Sales), การเก็บข้อมูลลูกค้า (Lead), การสมัครสมาชิก

Conversion & ผลกำไร (ROI)

สรุป

การทำความเข้าใจว่า CPM คืออะไร ถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการควบคุม ค่าใช้จ่ายในการโฆษณา และบริหารแคมเปญให้มีประสิทธิภาพสูงสุด แม้ว่า CPM ในการตลาด คือ เมตริกที่ใช้ประเมินการมองเห็นและการจัดสรรงบประมาณในขั้นต้น แต่ในความเป็นจริงมันเป็นเพียงส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ที่ลึกซึ้งกว่านั้น 

ที่ Convert Cake ในฐานะ Performance Marketing Agency เราเชื่อว่าตัวเลข Impression ที่สวยงามจะไม่มีความหมายเลยหากไม่ถูกเปลี่ยนเป็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้ เราจึงไม่ได้แค่รายงานค่า CPM แต่เรานำ Insights เหล่านั้นมาวิเคราะห์ร่วมกับเมตริกอื่น ๆ เพื่อให้มั่นใจว่าแบรนด์ของคุณจะไม่ได้เพียงแค่คนมองเห็น แต่ต้องได้คนที่ใช่ คนที่เป็นลูกค้าของสินค้าหรือบริการของคุณจริง ๆ  ในต้นทุนที่คุ้มค่า เพื่อเปลี่ยนทุกการแสดงผลโฆษณาให้กลายเป็นกำไรที่ยั่งยืนสำหรับธุรกิจคุณ

FAQ

CPM คืออะไร และควรใช้เมื่อไหร่?

CPM คือ ค่าใช้จ่ายต่อการแสดงผล 1,000 ครั้ง ควรใช้เมื่อต้องการกระจายข้อมูลให้กว้างที่สุด หรือสร้างภาพลักษณ์แบรนด์ให้คนจดจำ

ขึ้นอยู่กับเป้าหมาย หากต้องการ Awareness ใช้ การโฆษณา CPM คุ้มกว่า แต่ถ้าต้องการยอดขายหรือทราฟฟิกเข้าเว็บ CPC มักจะแม่นยำกว่า

การโฆษณา CPM ดีมากสำหรับธุรกิจที่เพิ่งเริ่มต้น เพราะช่วยเปิดการมองเห็นได้มหาศาลในงบที่เข้าถึงได้ สร้างความน่าเชื่อถือเบื้องต้นก่อนจะขยับไปทำแคมเปญ Conversion

ค่า CPM ไม่มีตัวเลขตายตัว การโฆษณา CPM ขึ้นอยู่กับอุตสาหกรรมและแพลตฟอร์ม ควรเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยในตลาด (Benchmarking) เพื่อดูประสิทธิภาพที่แท้จริง

เบื้องต้นควรทำ Refresh Creative เพื่อแก้ปัญหาคนเห็นโฆษณาซ้ำจนเบื่อ (Ad Fatigue) ซึ่งจะช่วยดึงดูดความสนใจใหม่ๆ ได้ดีขึ้น หากยังไม่ดีขึ้นให้ลองขยายกลุ่มเป้าหมายให้กว้างขึ้นเพื่อลดการประมูลที่แออัด และปรับข้อเสนอ (Offer) ให้โดดเด่นเพื่อเพิ่มค่า CTR เพราะเมื่อโฆษณามีคุณภาพในสายตาแพลตฟอร์ม ระบบจะปรับค่า CPM ให้ถูกลงโดยอัตโนมัติ

Related Blogs

Recent Post