Ahrefs คืออะไร สอนใช้ SEO Tools ทั้งฟรีและเสียเงิน พร้อมฟีเจอร์ต่าง ๆ ที่สาย SEO ต้องรู้

Ahrefs คืออะไร

Key Takeaways

  • Ahrefs คือ เครื่องมือ SEO สำหรับวิเคราะห์เว็บไซต์ ค้นหาคีย์เวิร์ด ตรวจสอบ Backlinks ศึกษาคู่แข่ง และติดตามประสิทธิภาพการค้นหา
  • Ahrefs คือ เครื่องมือ SEO ที่ใช้ฟรีได้ เพราะมี Free SEO Tools หลายประเภท เช่น Keyword Generator, Backlink Checker และ SERP Checker รวมถึง Ahrefs Free สำหรับตรวจสอบเว็บไซต์ที่ยืนยันความเป็นเจ้าของ
  • Ahrefs มีฟีเจอร์เสียเงิน โดยมีเครื่องมือสำคัญอย่าง Site Explorer, Keywords Explorer, Site Audit และ Rank Tracker พร้อมข้อมูลและขีดจำกัดการใช้งานที่แตกต่างกันตามแพ็กเกจ
  • ราคา Ahrefs มีตั้งแต่ Starter เริ่มต้น $29/เดือน และแพ็กเกจระดับสูงสำหรับผู้ที่ต้องการวิเคราะห์ SEO เชิงลึก

อยากรู้ไหมว่าคู่แข่งติดหน้าแรก Google ด้วยคีย์เวิร์ดอะไร หรือทำไมเว็บไซต์ของเราถึงยังทำอันดับสู้เขาไม่ได้เลย แน่นอนว่า สำหรับคนทำ SEO คำถามเหล่านี้อาจเป็นโจทย์ชวนปวดหัว เพราะการจะดันเว็บไซต์ให้ติดอันดับไม่ได้อาศัยแค่การเขียนบทความหรือใส่คีย์เวิร์ดให้เยอะที่สุด แต่ต้องมีข้อมูลมาช่วยวิเคราะห์ทั้งพฤติกรรมการค้นหา คู่แข่ง และสุขภาพของเว็บไซต์ด้วย ซึ่งหนึ่งในเครื่องมือที่หลายคนเลือกใช้ก็คือ Ahrefs เครื่องมือ SEO ที่ช่วยให้การวางกลยุทธ์ไม่ต้องอาศัยการคาดเดาเพียงอย่างเดียว

แล้ว Ahrefs คืออะไร ใช้งานยากไหม มีเวอร์ชันฟรีให้ลองหรือเปล่า และจำเป็นต้องสมัครแพ็กเกจราคาแพงจริงหรือไม่ บทความนี้จาก Convert Cake จะพาไปรู้จัก Ahrefs ตั้งแต่ฟีเจอร์ฟรีที่มือใหม่เริ่มใช้ได้ ไปจนถึงเครื่องมือวิเคราะห์เชิงลึกสำหรับสาย SEO มืออาชีพ พร้อมวิธีใช้งาน ราคา และเทคนิคเลือกเครื่องมือให้เหมาะกับธุรกิจ รวมถึงการนำข้อมูลไปต่อยอดกับกลยุทธ์ รับทำ SEO เพื่อเพิ่มโอกาสให้เว็บไซต์ติดอันดับและเข้าถึงลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Table of Contents

Ahrefs คืออะไร ทำไมเป็นเครื่องมือ SEO ที่ได้รับความนิยม

Ahrefs คือแพลตฟอร์ม SEO Tools ที่ช่วยรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับเว็บไซต์ ไม่ว่าจะเป็นคีย์เวิร์ดที่ติดอันดับ ปริมาณการเข้าชมจาก Organic Search โดยประมาณ เว็บไซต์ที่ส่ง Backlinks มาให้ หรือปัญหาทางเทคนิคที่อาจส่งผลต่อการทำ SEO โดยจุดเด่นของ Ahrefs คือการมีเครื่องมือหลายประเภทอยู่ในแพลตฟอร์มเดียว ทำให้นักการตลาดสามารถนำข้อมูลมาประกอบการวางแผนและปรับปรุงเว็บไซต์ได้อย่างเป็นระบบ

ยกตัวอย่างง่าย ๆ หากคุณเปิดร้านขายเฟอร์นิเจอร์ออนไลน์และอยากรู้ว่าทำไมคู่แข่งถึงติดหน้าแรก Google ในคำว่า “โต๊ะทำงานมินิมอล” Ahrefs สามารถช่วยให้เห็นว่าคู่แข่งมีหน้าเว็บไซต์ไหนติดอันดับ ได้รับ Backlinks จากที่ใด และมีคีย์เวิร์ดอื่นที่เกี่ยวข้องอะไรบ้าง ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้ธุรกิจมองเห็นโอกาสในการสร้างคอนเทนต์หรือปรับปรุงหน้าเว็บไซต์ได้ดีขึ้น แทนที่จะเขียนบทความไปเรื่อย ๆ โดยไม่รู้ว่าลูกค้ากำลังค้นหาอะไร

อย่างไรก็ตาม Ahrefs ไม่ใช่เครื่องมือของ Google โดยตรง ข้อมูลบางส่วนจึงเป็นการประมาณการจากฐานข้อมูลและวิธีคำนวณของ Ahrefs เอง จึงควรใช้เพื่อประกอบการวิเคราะห์ร่วมกับเครื่องมืออย่าง Google Search Console มากกว่ายึดตัวเลขเพียงตัวเดียวมาตัดสินว่าเว็บไซต์ประสบความสำเร็จแล้วหรือไม่

Ahrefs เหมาะกับใคร จำเป็นต้องใช้ไหม?

Ahrefs เหมาะกับทั้งเจ้าของเว็บไซต์ นักการตลาดออนไลน์ Content Writer, SEO Specialist และ SEO Agency ที่ต้องการใช้ข้อมูลวิเคราะห์คีย์เวิร์ด ส่องคู่แข่ง ตรวจสอบ Backlinks และวางกลยุทธ์ SEO อย่างมีทิศทาง แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกธุรกิจจำเป็นต้องสมัครแพ็กเกจเสียเงิน เพราะมือใหม่สามารถเริ่มจากเครื่องมือฟรีก่อนก็ได้ ขณะที่ธุรกิจที่ต้องวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมากอาจได้รับประโยชน์จากฟีเจอร์ขั้นสูงมากกว่า

อย่างไรก็ตาม มี SEO Tools ดี ไม่ได้แปลว่าจะทำ SEO ได้ดีโดยอัตโนมัติ เพราะต่อให้เครื่องมือแสดงข้อมูลครบแค่ไหน หากเลือกคีย์เวิร์ดผิดหรือวางคอนเทนต์ไม่ตรงกับ Search Intent ก็อาจไม่ได้ผลลัพธ์ตามที่หวัง สิ่งสำคัญจึงอยู่ที่การนำข้อมูลมาปรับใช้ให้เหมาะกับเป้าหมายของธุรกิจ

Ahrefs ฟรีไหม ทำความรู้จัก 6 เครื่องมือฟรี ที่มือใหม่เริ่มใช้ได้เลย

ข่าวดีคือไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินตั้งแต่วันแรก เพราะ Ahrefs มีชุด Free SEO Tools ให้ลองใช้งานหลายประเภท เหมาะสำหรับเจ้าของเว็บไซต์หรือคนที่เพิ่งเริ่มเรียนรู้ SEO และยังไม่ต้องการลงทุนกับแพ็กเกจรายเดือน แต่สำหรับธุรกิจที่ต้องการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกและวางกลยุทธ์อย่างจริงจัง การเลือกทีมผู้เชี่ยวชาญเข้ามาช่วยดูแลก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ โดยสามารถเริ่มต้นเปรียบเทียบผู้ให้บริการจากบทความ รวม SEO Agencies ในไทย เพื่อค้นหาทีมที่เหมาะกับเป้าหมายและงบประมาณของธุรกิจ ส่วนใครที่อยากลองศึกษาและลงมือทำ SEO ด้วยตัวเองก่อน Ahrefs ก็มีเครื่องมือฟรีที่น่าสนใจ ดังนี้

1. Free Keyword Generator ช่วยหาไอเดียคีย์เวิร์ดใหม่ ๆ

ใครที่กำลังคิดไม่ออกว่าจะเขียนบทความ SEO เรื่องอะไรดี ลองเริ่มจาก Free Keyword Generator เครื่องมือที่ช่วยค้นหาไอเดียคีย์เวิร์ดจากคำตั้งต้น เช่น หากขายผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมและค้นหาคำว่า “แชมพู” ก็สามารถนำคำค้นหาที่เครื่องมือแนะนำมาต่อยอดเป็นหัวข้อบทความหรือไอเดียสำหรับ Landing Page ได้

จุดเด่นคือช่วยให้มองเห็นคำค้นหาที่เกี่ยวข้องโดยไม่ต้องนั่งคิดเองทั้งหมด แต่ก่อนเลือกคีย์เวิร์ดไปใช้ ควรพิจารณาด้วยว่าคำเหล่านั้นตรงกับสินค้า กลุ่มลูกค้า และ Search Intent ของธุรกิจหรือไม่

2. Keyword Difficulty Checker ช่วยเช็กว่าคีย์เวิร์ดไหนแข่งยาก

บางคีย์เวิร์ดดูน่าสนใจเพราะมีคนค้นหาเยอะ แต่ก็อาจเต็มไปด้วยเว็บไซต์ใหญ่ที่แข่งขันกันอย่างดุเดือด Keyword Difficulty Checker จึงช่วยประเมินความยากในการติดหน้าแรก Google ผ่านคะแนน KD ตั้งแต่ 0–100 โดย Ahrefs คำนวณจากจำนวน Referring Domains หรือเว็บไซต์ที่ลิงก์มายังหน้าที่ติดอันดับ Top 10 ของคีย์เวิร์ดนั้น ๆ เป็นหลัก

อย่างไรก็ตาม KD ไม่ใช่คะแนนที่ Google ใช้จัดอันดับโดยตรง และไม่ได้บอกทุกอย่างเกี่ยวกับความยากของคีย์เวิร์ด เพราะยังต้องดูคุณภาพคอนเทนต์ ความเกี่ยวข้องของเนื้อหา และ Search Intent ของผู้ค้นหาร่วมด้วย

3. Backlink Checker ช่วยส่องว่าคู่แข่งได้ Backlinks จากที่ไหนบ้าง

เคยสงสัยไหมว่าทำไมเว็บไซต์คู่แข่งถึงมี Backlinks เยอะกว่า แน่นอนว่า Backlink Checker เป็นเครื่องมือฟรีจาก Ahrefs ที่ช่วยตรวจสอบว่าเว็บไซต์ได้รับลิงก์จากที่ไหนบ้าง พร้อมแสดงข้อมูลสำคัญ เช่น จำนวน Backlinks, Referring Domains และค่า Domain Rating (DR) เพื่อให้เห็นภาพรวมของ Backlink Profile และนำไปศึกษาว่าคู่แข่งมีโอกาสได้รับลิงก์จากแหล่งใดบ้าง โดยเวอร์ชันฟรีจะแสดง Backlinks อันดับต้น ๆ ได้สูงสุด 20 รายการ

แต่จำไว้ว่า Backlinks เยอะไม่ได้แปลว่าอันดับจะดีกว่าเสมอไป เพราะความเกี่ยวข้องและคุณภาพของเว็บไซต์ต้นทางก็เป็นเรื่องสำคัญ การใช้เครื่องมือนี้จึงไม่ใช่แค่แข่งกันสะสมจำนวนลิงก์ แต่ควรนำข้อมูลไปหาโอกาสสร้าง Backlinks ที่มีคุณภาพและเหมาะกับธุรกิจของตัวเอง

4. SERP Checker ช่วยเช็กว่าใครครองหน้าแรก Google

ก่อนทุ่มเวลาทำ SEO กับคีย์เวิร์ดสักคำ ลองส่องสนามแข่งกันก่อนดีกว่า โดยใช้ SERP Checker ที่เป็นเครื่องมือฟรีจาก Ahrefs ที่ช่วยตรวจสอบว่าเว็บไซต์ไหนกำลังติดอันดับในผลการค้นหาของคีย์เวิร์ดที่สนใจ โดยสามารถเลือกประเทศที่ต้องการวิเคราะห์ และดูข้อมูล SEO ของผลการค้นหาที่เครื่องมือแสดง เช่น ค่า DR, Backlinks และ Organic Traffic โดยประมาณ เพื่อประเมินภาพรวมของคู่แข่งก่อนเริ่มวางแผนทำอันดับ

นอกจากนี้ ยังสามารถใช้ศึกษาว่าคอนเทนต์ที่ติดอันดับส่วนใหญ่เป็นบทความให้ความรู้ หน้าสินค้า หรือหน้าเว็บไซต์บริการ เพื่อวิเคราะห์ Search Intent ของคีย์เวิร์ดนั้น ๆ ได้อีกด้วย เพราะต่อให้เว็บไซต์มี Backlinks ดีแค่ไหน หากเนื้อหาไม่ตรงกับสิ่งที่ผู้ค้นหาต้องการ ก็อาจแข่งขันบนหน้าแรก Google ได้ยากเช่นกัน

5. Website Authority Checker ช่วยตรวจสอบค่า DR ของเว็บไซต์

Website Authority Checker เป็นเครื่องมือสำหรับตรวจสอบ Domain Rating หรือ DR ซึ่งเป็นคะแนนที่ Ahrefs ใช้วัดความแข็งแรงของ Backlink Profile ในระดับโดเมน ตั้งแต่ 0–100 โดยสามารถนำไปใช้เปรียบเทียบภาพรวมของเว็บไซต์ตัวเองกับคู่แข่งในเบื้องต้นได้

แต่มีเรื่องที่ต้องเข้าใจให้ตรงกันก่อนคือ DR ไม่ใช่คะแนนความน่าเชื่อถือที่ Google มอบให้เว็บไซต์ และไม่ใช่ Ranking Factor ของ Google โดยตรง อีกทั้งยังไม่ได้สะท้อนคุณภาพของเว็บไซต์ในทุกด้าน ดังนั้น เว็บไซต์ที่มี DR สูงกว่าจึงไม่ได้หมายความว่าจะต้องติดอันดับดีกว่าเสมอไป

6. Broken Link Checker ช่วยตามหาลิงก์เสียก่อนทำคนอ่านเสียอารมณ์

เคยกดลิงก์แล้วเจอหน้า 404 หรือหน้าเว็บไซต์ที่ใช้งานไม่ได้ไหม? ปัญหาเหล่านี้อาจทำให้ผู้เข้าชมเสียประสบการณ์ในการใช้งานเว็บไซต์ โดย Broken Link Checker เป็นเครื่องมือที่ช่วยตรวจสอบลิงก์เสียทั้งที่ชี้เข้ามายังเว็บไซต์และลิงก์ที่ชี้ออกไปยังหน้าอื่น เพื่อให้เจ้าของเว็บไซต์นำข้อมูลไปแก้ไขหรือปรับปรุงเส้นทางการเข้าถึงเนื้อหาได้อย่างเหมาะสม

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกหน้า 404 จะเป็นปัญหา SEO ที่ร้ายแรงเสมอไป การแก้ไขจึงควรพิจารณาว่าลิงก์นั้นเกี่ยวข้องกับหน้าสำคัญ มีผู้ใช้งานเข้าถึงผ่านลิงก์ดังกล่าวหรือไม่ และควรแก้ไขลิงก์ เปลี่ยนปลายทาง หรือทำ Redirect ให้เหมาะสมกับสถานการณ์

Ahrefs Free Account vs Paid Plans ต่างกันแค่ไหน จำเป็นต้องจ่ายเงินหรือเปล่า

ลองใช้เครื่องมือฟรีทั้ง 6 ตัวไปแล้ว แต่รู้สึกว่ายังอยากส่องข้อมูล SEO ให้ลึกกว่านี้ใช่ไหม แน่นอนว่า Ahrefs ยังมีตัวเลือกสำหรับคนที่ต้องการใช้งานอย่างจริงจัง ทั้ง Free Account ที่ช่วยตรวจสอบเว็บไซต์ของตัวเอง และ Paid Plans ที่เปิดให้เข้าถึงข้อมูลและเครื่องมือวิเคราะห์เพิ่มเติม โดยความแตกต่างสำคัญไม่ได้อยู่ที่จำนวนฟีเจอร์เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ว่าเราต้องการวิเคราะห์เว็บไซต์ตัวเองหรือเจาะกลยุทธ์คู่แข่งมากแค่ไหน

Ahrefs Free Account สมัครฟรีแล้วทำอะไรได้เพิ่ม?

ต่างจาก Free SEO Tools ที่เปิดให้ทดลองใช้เป็นรายฟังก์ชัน Ahrefs Free Account เหมาะกับเจ้าของเว็บไซต์ที่อยากตรวจสอบและติดตาม SEO ของเว็บไซต์ตัวเองอย่างจริงจังมากขึ้น โดยสามารถยืนยันความเป็นเจ้าของเว็บไซต์เพื่อเข้าถึงเครื่องมือบางประเภท พร้อมสิทธิ์การใช้งานตามข้อจำกัดของบัญชีฟรี เช่น

  • Site Explorer: ตรวจสอบ Organic Keywords, Organic Traffic โดยประมาณ และ Backlink Profile ของเว็บไซต์ที่ยืนยันความเป็นเจ้าของ โดยแสดงข้อมูลได้สูงสุด 1,000 รายการต่อครั้งตามเงื่อนไข
  • Site Audit: ตรวจสุขภาพเว็บไซต์และค้นหาปัญหา Technical SEO โดยมีโควตา Crawl 5,000 Credits ต่อเดือนต่อโปรเจกต์
  • Web Analytics: ติดตามแหล่งที่มาของผู้เข้าชมและพฤติกรรมการใช้งาน โดยต้องติดตั้งระบบเก็บข้อมูลบนเว็บไซต์
  • เครื่องมือเสริม: ยังมี SEO Toolbar, AI Content Helper และ Social Media Manager ให้ใช้งานภายใต้ข้อจำกัดของบัญชีฟรี

เรียกว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่น่าสนใจสำหรับเจ้าของเว็บไซต์ที่อยากเรียนรู้ SEO และเริ่มต้น เขียนบทความ SEO ด้วยตัวเอง โดยยังไม่ต้องรีบสมัครแพ็กเกจราคาแพงตั้งแต่วันแรก แต่หากต้องการส่องกลยุทธ์คู่แข่งหลายเว็บไซต์หรือวิเคราะห์คีย์เวิร์ดเชิงลึก การอัปเกรดแพ็กเกจก็อาจตอบโจทย์มากกว่า

Ahrefs Paid Plans จ่ายเงินแล้วได้อะไรที่คุ้มกว่า?

สำหรับคนทำ SEO ที่อยากเจาะการแข่งขันบน Google ให้ลึกกว่าเดิม แพ็กเกจเสียเงินของ Ahrefs จะช่วยเพิ่มขอบเขตการวิเคราะห์ ทั้งข้อมูลคีย์เวิร์ด เว็บไซต์คู่แข่ง และการติดตามอันดับ แต่ฟีเจอร์แต่ละตัวก็มีเงื่อนไขแตกต่างกัน เช่น Keywords Explorer และ Rank Tracker มีให้ใช้งานตั้งแต่แพ็กเกจ Starter ตามข้อจำกัดที่กำหนด ขณะที่ Content Explorer อยู่ในแพ็กเกจ Standard ขึ้นไป ดังนั้น ก่อนสมัครใช้งานควรเลือกจากเครื่องมือที่จำเป็นกับธุรกิจจริง ๆ ไม่ใช่เพียงดูว่าแพ็กเกจไหนมีฟีเจอร์เยอะที่สุด 

  • Site Explorer & Competitive Analysis: เจาะลึกว่าคู่แข่งติดอันดับคีย์เวิร์ดอะไร หน้าไหนมีแนวโน้มดึง Organic Traffic มากที่สุด และเว็บไซต์ของเรายังพลาดโอกาสจากคีย์เวิร์ดไหนบ้าง
  • Keywords Explorer: วิเคราะห์ Search Volume, Keyword Difficulty และ Traffic Potential เพื่อเลือกคีย์เวิร์ดที่มีโอกาสสร้างทั้งทราฟฟิกและลูกค้า
  • Rank Tracker: ติดตามอันดับคีย์เวิร์ดและแนวโน้มการเปลี่ยนแปลง เพื่อประเมินความคืบหน้าของกลยุทธ์ SEO
  • Content Explorer: ค้นหาคอนเทนต์ที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อที่สนใจ เพื่อศึกษาไอเดียการทำ Content Marketing และโอกาสในการสร้าง Backlinks

แล้วจำเป็นต้องจ่ายเงินไหม คำตอบขึ้นอยู่กับเป้าหมายของคุณ หากเป็นเจ้าของเว็บไซต์ขนาดเล็กที่เพิ่งเริ่มทำ SEO เครื่องมือฟรีอาจตอบโจทย์ได้แล้ว แต่สำหรับ SEO Specialist, Content Marketer หรือธุรกิจที่ต้องวิเคราะห์คู่แข่งและดูแลคีย์เวิร์ดจำนวนมาก การลงทุนกับแพ็กเกจเสียเงินก็อาจช่วยประหยัดเวลาและทำให้วางกลยุทธ์ได้ละเอียดขึ้น อย่างไรก็ตาม เครื่องมือราคาแพงไม่ได้การันตีอันดับ Google เพราะสิ่งสำคัญที่สุดยังคงเป็นการนำข้อมูลไปวิเคราะห์และลงมือปรับปรุงเว็บไซต์ให้ถูกจุด

Ahrefs ราคาเท่าไหร่ อัปเดตแพ็กเกจล่าสุดปี 2026

Ahrefs มีแพ็กเกจให้เลือกตั้งแต่แบบฟรีไปจนถึงระดับ Enterprise โดยราคาแตกต่างกันตามจำนวนโปรเจกต์ ข้อมูลย้อนหลัง โควตาการใช้งาน และฟีเจอร์ที่เข้าถึงได้ สำหรับราคาที่แสดงบนเว็บไซต์ทางการ ณ เดือนตุลาคม 2026 มีรายละเอียดดังนี้ 

แพ็กเกจ

ราคาเริ่มต้น (USD)

ราคาประมาณการ (THB)

เหมาะกับใคร

Ahrefs Free

ฟรี

ฟรี

เจ้าของเว็บไซต์ที่ต้องการตรวจสอบเว็บไซต์ของตัวเอง

Starter

$29 / เดือน

~1,000 บาท / เดือน

มือใหม่ที่อยากลองวิเคราะห์คีย์เวิร์ดและคู่แข่ง

Lite

$129 / เดือน

~4,300 บาท / เดือน

เจ้าของธุรกิจและผู้ดูแลโปรเจกต์ SEO

Standard

$249 / เดือน

~8,300 บาท / เดือน

SEO Freelancer และที่ปรึกษาการตลาด

Advanced

$449 / เดือน

~15,000 บาท / เดือน

ทีม Marketing ที่ต้องการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก

Enterprise

$1,499 / เดือน

~50,000 บาท / เดือน

องค์กรขนาดใหญ่ที่ต้องการระบบและการควบคุมขั้นสูง

หมายเหตุ: ราคาเป็นสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ โดยแพ็กเกจ Enterprise มีข้อกำหนดการสมัครแบบรายปี และสิทธิ์การใช้งานของแต่ละแพ็กเกจอาจมีข้อจำกัดเพิ่มเติม รวมถึงค่าใช้จ่ายสำหรับผู้ใช้งานหรือฟีเจอร์เสริม จึงควรตรวจสอบรายละเอียดล่าสุดจาก Ahrefs Pricing ก่อนสมัครใช้งาน

สำหรับมือใหม่ที่ยังไม่แน่ใจว่าจะใช้งาน Ahrefs บ่อยแค่ไหน การเริ่มจาก Free Account หรือ Starter อาจเหมาะสมกว่า เพราะช่วยให้ได้ทดลองใช้เครื่องมือและเข้าใจข้อมูล SEO ก่อนตัดสินใจลงทุนกับแพ็กเกจระดับสูง

นอกจาก Ahrefs มี SEO Tools อะไรน่าใช้อีกบ้าง?

แม้ Ahrefs จะเป็นเครื่องมือที่มีฟีเจอร์หลากหลาย แต่ก็ไม่ใช่ทางเลือกเดียวสำหรับการทำ SEO โดยเฉพาะคนที่มีงบประมาณจำกัดหรือกำลังมองหาเครื่องมือที่ตอบโจทย์เฉพาะด้าน ซึ่งมีตัวเลือกอื่นที่สามารถนำมาใช้งานร่วมกันได้ เช่น

  • Google Search Console: เครื่องมือฟรีจาก Google สำหรับตรวจสอบการมองเห็น การคลิก และปัญหาการจัดทำดัชนีของเว็บไซต์ที่มีสิทธิ์เข้าถึง
  • Google Trends: ใช้ดูแนวโน้มความสนใจในการค้นหาตามช่วงเวลาและพื้นที่ เหมาะกับการหาไอเดียคอนเทนต์ตามกระแส
  • Semrush: แพลตฟอร์มการตลาดดิจิทัลที่มีเครื่องมือ Keyword Research, Competitor Analysis และ Site Audit คล้ายกับ Ahrefs ในหลายด้าน
  • Ubersuggest: เครื่องมือวิเคราะห์คีย์เวิร์ดและเว็บไซต์ที่มีตัวเลือกการใช้งานตามแพ็กเกจ เหมาะกับผู้ที่ต้องการสำรวจทางเลือกเพิ่มเติม

การเลือกเครื่องมือจึงไม่จำเป็นต้องถามว่าโปรแกรมไหนดีที่สุดเสมอไป แต่ควรเริ่มจากคำถามว่าเราต้องการใช้ข้อมูลอะไร เพราะหากเพิ่งเริ่มดูแลเว็บไซต์ การใช้ Google Search Console ร่วมกับ Ahrefs Free อาจตอบโจทย์ได้แล้ว ขณะที่ทีม SEO ซึ่งต้องวิเคราะห์คู่แข่งจำนวนมากก็อาจได้ประโยชน์จากแพ็กเกจเสียเงินมากกว่า

สรุป

Ahrefs เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้การทำ SEO มีข้อมูลรองรับมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการหา Keyword ส่องคู่แข่ง ตรวจสอบ Backlinks หรือวิเคราะห์สุขภาพเว็บไซต์ โดยมีทั้งฟีเจอร์ฟรีสำหรับมือใหม่และแพ็กเกจเสียเงินสำหรับผู้ที่ต้องการใช้งานเชิงลึก แต่สิ่งสำคัญไม่ใช่การมีเครื่องมือราคาแพงที่สุด แต่อยู่ที่การนำข้อมูลมาวางแผน SEO ให้ตรงกับ Search Intent และเป้าหมายของธุรกิจ

สำหรับแบรนด์ที่ต้องการเปลี่ยนข้อมูล SEO ให้กลายเป็นกลยุทธ์ที่ลงมือทำได้จริง Convert Cake พร้อมช่วยวางแผนผ่าน บริการรับทำ SEO ตั้งแต่การวิเคราะห์คีย์เวิร์ด การพัฒนาเว็บไซต์ ไปจนถึงการติดตามผล เพื่อเพิ่มโอกาสให้เว็บไซต์เข้าถึงกลุ่มลูกค้าและเติบโตผ่าน Organic Search ได้อย่างต่อเนื่อง

FAQ

Ahrefs คืออะไร และใช้ทำอะไรได้บ้าง?

Ahrefs คือเครื่องมือ SEO สำหรับวิเคราะห์เว็บไซต์ ค้นหาคีย์เวิร์ด ตรวจสอบ Backlinks และศึกษาคู่แข่ง โดยมีทั้งเครื่องมือฟรีและแพ็กเกจเสียเงินที่ช่วยให้ผู้ใช้งานวางแผนและติดตามผลการทำ SEO ได้อย่างเป็นระบบ

Ahrefs มี Free SEO Tools หลายประเภท เช่น Keyword Generator และ Backlink Checker รวมถึง Free Account สำหรับตรวจสอบเว็บไซต์ที่ยืนยันความเป็นเจ้าของได้ แต่หากต้องการข้อมูลคู่แข่งเชิงลึกหรือใช้งานเครื่องมือขั้นสูง ก็อาจต้องสมัครแพ็กเกจเสียเงินตามข้อจำกัดของแต่ละแผน

Ahrefs เป็นเครื่องมือจากผู้ให้บริการภายนอกที่เหมาะกับการวิเคราะห์คีย์เวิร์ดและเว็บไซต์คู่แข่ง โดยข้อมูลบางประเภทเป็นค่าประมาณการ ขณะที่ Google Search Console เป็นเครื่องมือฟรีจาก Google ที่แสดงข้อมูลประสิทธิภาพการค้นหาของเว็บไซต์ที่ผู้ใช้งานมีสิทธิ์ตรวจสอบ ดังนั้น ทั้งสองเครื่องมือจึงเหมาะกับการใช้งานร่วมกันมากกว่าการเลือกใช้เพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง

Related Blogs

Recent Post