ทำความรู้จัก Marketing Mix Modeling ยกระดับกลยุทธ์การจ้าง Ads Services ด้วย Data Science เพื่อผลกำไรที่ดีขึ้น

marketing-mix-modeling-cover

Key Takeaways

  • เลิกเดาว่ายอดขายมาจากไหน เพราะ Marketing Mix Modeling เป็นเครื่องมือทางการตลาดที่ช่วยแยกให้เห็นชัด ๆ ว่ายอดขายที่ได้มา มาจากแอดตัวไหน (Facebook, Google, TikTok) หรือจริง ๆ แล้วมาจากปัจจัยอื่นอย่าง การลดราคา หรือแค่เพราะเป็นช่วงเทศกาล จะได้เลิกให้เครดิตแพลตฟอร์มมั่วซั่ว
  • Marketing Mix Modeling พิสูจน์ ROI ได้จริง ๆ แถมช่วยให้คุณรู้ว่าเงินทุกบาทที่ทุ่มไปใน Ads Services คืนกลับมาเป็นกำไรกี่บาท โดยไม่มีอคติจากระบบ Tracking ของแอปที่มักจะเคลมยอดเกินจริง (Double-counting) ทำให้เห็นเนื้อเงินที่แท้จริงในบัญชี
  • Marketing Mix Modeling ช่วยหาจุดคุ้มทุน (Saturation Point) โฆษณาไม่ได้ยิ่งลงเยอะยิ่งดีเสมอไป MMM จะบอกจุดที่อัดฉีดเงินไปก็ไม่ช่วยให้ยอดเพิ่ม เพื่อให้คุณหยุดเผาเงินทิ้ง แล้วโยกงบไปลงช่องทางอื่นที่ยังมีโอกาสโตได้มากกว่า
  • Marketing Mix Modeling เป็นทางรอดในยุคไร้คุกกี้ (Privacy-First) ในวันที่การตามรอยลูกค้าทำได้ยากขึ้น MMM คือทางออกที่ฉลาดที่สุด เพราะมันใช้ข้อมูลภาพรวม (Aggregate Data) ในการวิเคราะห์ ไม่ต้องง้อคุกกี้หรือข้อมูลส่วนตัว ทำให้การวัดผลยังแม่นยำแม้เทคโนโลยีจะเปลี่ยนไป 

เคยสงสัยไหมว่าเงินโฆษณาที่คุณทุ่มไปใน Ads Services มหาศาล แท้จริงแล้ว Convert เป็นกำไรกลับคือมาได้เท่าไหร่ หรือเรากำลังหลงทางอยู่กับตัวเลข Dashboard หลังบ้านที่ดูสวยงาม แต่ยอดเงินในบัญชีกลับไม่ขยับตามอยู่หรือไม่ แน่นอนว่าในยุคที่ค่าแอดพุ่งสูงและอัลกอริทึมเปลี่ยนรายวัน การบริหารงบประมาณโดยใช้แค่ความรู้สึก หรือพึ่งพา Attribution แบบเดิม ๆ ที่แพลตฟอร์มพยายามกรอกหู คือความเสี่ยงที่อาจทำให้ธุรกิจคุณพังได้โดยไม่รู้ตัว

ทำไม Digital Marketing Agency ที่ให้บริการ Ads Services ระดับ Performance ถึงต้องขยับมาใช้ Marketing Mix Modeling (MMM) กันมากขึ้น คำตอบก็เพราะว่านี่ไม่ใช่แค่การดูรีพอร์ตทั่วไป แต่มันคือการทำ Business MRI เพื่อสแกนให้เห็นไส้ในว่าช่องทางไหนคือเครื่องจักรปั๊มเงิน (Growth Driver) และช่องทางไหนคือรูรั่วที่ทำให้เกิด Ad Waste การมี Model ที่แม่นยำจะช่วยให้คุณตัดสินใจโยกงบประมาณได้ถูกจุด ปราศจากอคติจากการนับยอดซ้ำซ้อน และเปลี่ยนงบการตลาดให้กลายเป็นการลงทุน ที่วัดผลกำไรได้จริง

หากคุณกำลังเผชิญกับดักค่าแอดแพงแต่ยอดขายเท่าเดิม บทความนี้จาก Convert Cake จะพาไปเจาะลึกเทคนิคการใช้ MMM เพื่อรื้อโครงสร้างการวางแผนสื่อใหม่ พร้อมแนวทางสำหรับธุรกิจที่ต้องการปรึกษา Digital Marketing Agency ที่เน้นผลลัพธ์เชิงกลยุทธ์ เพื่อสเกลยอดขายให้เติบโตอย่างยั่งยืนในปี 2026

marketing-mix-modeling

Table of Contents

Marketing Mix Modeling (MMM) คืออะไร?

Marketing Mix Modeling (MMM) คือโมเดลส่วนผสมทางการตลาด ที่ใช้กระบวนการวิเคราะห์ทางสถิติขั้นสูง (Advanced Statistical Analysis) โดยอาศัยสมการทางคณิตศาสตร์เข้ามาประเมินผลกระทบของการใช้จ่ายทางการตลาดในทุกช่องทาง

โมเดล MMM นี้จะคำนวณหาค่า ROI ของแต่ละปัจจัย เพื่อให้เห็นภาพรวมว่ากลยุทธ์ในแต่ละช่องทางส่งผลต่อยอดขายและผลลัพธ์ทางธุรกิจอย่างไร โดยพิจารณาควบคู่ไปกับทั้งปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอก เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่เป็นกลางและแม่นยำที่สุด

ในขณะที่ Digital Dashboard ทั่วไปทำหน้าที่บอกเพียงสถานะปัจจุบัน (What happened?) เช่น มียอดคลิกเท่าไหร่ในวันนี้ แต่ Marketing Mix Modeling (MMM) จะทำหน้าที่ลึกกว่านั้นคือการบอกความสัมพันธ์เชิงเหตุผล (Causality) ว่าปัจจัยไหนคือตัวขับเคลื่อนยอดขายที่แท้จริง และช่วยพยากรณ์ผลลัพธ์ในอนาคตเพื่อการวางแผนเชิงกลยุทธ์ที่แม่นยำกว่าการดูแค่สถิติรายวัน

แพลตฟอร์มและเครื่องมือมาตรฐานสากลสำหรับการทำ Marketing Mix Modeling

ในปัจจุบัน Digital Marketing Agency ชั้นนำไม่ได้สร้างโมเดลจากศูนย์ แต่เลือกใช้ Open-source Frameworks ระดับโลกที่มีความโปร่งใสและตรวจสอบที่มาของข้อมูลได้แม่นยำที่สุด

  • Robyn (by Meta): เครื่องมือที่ได้รับความนิยมสูงสุดในปัจจุบัน ใช้ระบบ AI ทำงานแบบ Semi-automated ช่วยลดอคติของนักวิเคราะห์ (Analyst Bias) ได้ดีเยี่ยม เหมาะสำหรับการวัดผล Ads Services ที่เน้น Performance และต้องการความรวดเร็วในการปรับจูนงบประมาณ
  • LightweightMMM (by Google): โมเดลที่ใช้หลักการ Bayesian ในการคำนวณ เหมาะสำหรับธุรกิจที่มีงบประมาณในส่วนของ Ads Services ไม่สูงมากนัก หรือมีข้อจำกัดด้านปริมาณข้อมูล แต่ต้องการความแม่นยำทางสถิติที่เชื่อถือได้
  • Orbit (by Uber): เน้นการพยากรณ์ข้อมูล (Forecasting) และวิเคราะห์อนุกรมเวลา (Time-series) ที่มีความซับซ้อนสูง ช่วยให้เห็นภาพรวมของความผันผวนในตลาดได้ชัดเจน
  • Custom Bayesian Models: สำหรับธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีโครงสร้างซับซ้อน Digital Marketing Agency อาจเขียนโปรแกรมเพื่อปรับแต่งโมเดลให้เข้ากับพฤติกรรมเฉพาะของผู้บริโภคชาวไทย เพื่อให้การวางแผน Ads Services ตรงจุดที่สุด 
marketing-mix-modeling-ตัวอย่าง

องค์ประกอบสำคัญที่ใช้ในการวิเคราะห์ Marketing Mix Modeling

การทำ Marketing Mix Modeling ไม่ใช่แค่การรวบรวมตัวเลข แต่คือการแยกส่วนประกอบของยอดขาย ออกจากปัจจัยรบกวน เพื่อให้เห็นประสิทธิภาพที่แท้จริงของการลงทุน ในฐานะที่ Convert Cake เป็น Digital Marketing Agency ที่เน้นผลลัพธ์เชิงกลยุทธ์ เราจึงแบ่งปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อธุรกิจออกเป็น 2 มิติหลัก เพื่อระบุให้ชัดเจนว่ากำไรที่เกิดขึ้นมาจากความแข็งแกร่งของแบรนด์ หรือมาจากประสิทธิภาพของ Ads Services ที่เราบริหารจัดการ 

โมเดลนี้ถูกออกแบบมาเพื่อธุรกิจที่มีความซับซ้อนของช่องทางการขาย (Multi-channel) และมีการลงทุนใน Ads Services ที่หลากหลายแพลตฟอร์ม จนการวัดผลแบบ Attribution ปกติไม่สามารถตอบโจทย์ได้ชัดเจน หรือไม่สามารถแยกแยะได้ว่ายอดขายที่เพิ่มขึ้นมาจากแคมเปญไหนกันแน่ 

1. ปัจจัยภายในที่ธุรกิจควบคุมได้ (Internal Factors)

ส่วนนี้คือสิ่งที่คุณสั่งการได้เองเพื่อดูว่าการปรับเปลี่ยนแต่ละอย่างส่งผลต่อยอดขายและประสิทธิภาพของ Ads Services มากน้อยแค่ไหน ข้อมูลส่วนนี้จะช่วยให้รู้ว่าเราควรลงเงินหรือปรับกลยุทธ์ที่จุดไหนถึงจะคุ้มค่าที่สุด ดังต่อไปนี้

  • Media Channels & Budget: การแบ่งงบประมาณไปลงใน Facebook, Google, TikTok หรือสื่อ Offline เพื่อดูว่าสัดส่วนการลงเงินในแต่ละที่ช่วยดันยอดขายให้กันอย่างไร
  • Pricing & Promotion: การปรับราคาสินค้าและการจัดโปรโมชันลดแลกแจกแถม ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการตัดสินใจซื้อของลูกค้าในแต่ละช่วงเวลา
  • Creative Assets: รูปแบบของชิ้นงานโฆษณาและข้อความที่ใช้สื่อสาร ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้คนตัดสินใจคลิกหรือซื้อสินค้า

2. ปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้ (External Factors)

ส่วนนี้คือสิ่งที่คุ้นหูกันว่า ปัจจัยรบกวนที่เราคุมไม่ได้แต่ส่งผลต่อยอดขายอย่างมาก การทำ Marketing Mix Modeling ต้องแยกปัจจัยเหล่านี้ออกมาเพื่อไม่ให้เราเข้าใจผิดว่ายอดขายที่ขึ้นหรือลงมาจาก Ads Services เพียงอย่างเดียว ทั้งที่จริงอาจเกิดจากสภาพแวดล้อมรอบตัว 

  • Seasonality & Holidays: อิทธิพลจากฤดูกาล วันหยุดยาว หรือเทศกาลช้อปปิ้งออนไลน์ (เช่น 11.11 หรือช่วงสงกรานต์) ที่ทำให้คนแห่ซื้อของมากกว่าปกติ
  • Macroeconomics: สภาพเศรษฐกิจโดยรวม กำลังซื้อของผู้บริโภค หรือนโยบายต่าง ๆ จากภาครัฐที่ส่งผลต่อการใช้จ่ายในขณะนั้น
  • Competitor Activity: การเคลื่อนไหวของคู่แข่ง เช่น การจัดโปรโมชันแข่ง หรือการทุ่มงบโฆษณามาแย่งชิงลูกค้าในช่วงเวลาเดียวกัน
  • Events & Trends: เหตุการณ์ไม่คาดคิดหรือกระแส Viral ต่าง ๆ ที่มีผลต่อความต้องการสินค้าแบบกะทันหัน 

หากสนใจ Marketing Mix Model สามารถปรึกษาฟรีเพิ่มเติมได้ที่แบนเนอร์

หลักการทำงานของ Marketing Mix Modeling (MMM)

หัวใจสำคัญที่ทำให้ MMM แม่นยำกว่าการดูรีพอร์ตทั่วไป คือการใช้หลักการทางสถิติที่เรียกว่า การถดถอยเชิงเส้นพหุคูณ (Multi-Linear Regression – MLR) เพื่อหาความสัมพันธ์ของตัวแปรต่าง ๆ ที่ส่งผลต่อธุรกิจ โดยเราแบ่งตัวแปรออกเป็น 2 ประเภทหลัก ดังนี้

ความสำคัญ-marketing-mix-modeling

1. ตัวแปรตาม (Dependent Variable)

ตัวแปรตาม คือผลลัพธ์ หรือเป้าหมายทางธุรกิจที่เราต้องการวัดผล เพื่อดูว่ากิจกรรมการตลาดส่งผลกระทบอย่างไร 

  • ยอดขาย (Sales): เพื่อระบุว่า Ads Services แต่ละช่องทางผลักดันจำนวน Order ได้จริงเท่าไหร่
  • รายได้ (Revenue): วิเคราะห์มูลค่าเม็ดเงินที่ได้รับกลับมาจากการลงทุน
  • ส่วนแบ่งตลาด (Market Share): ประเมินว่ากลยุทธ์ของเราชิงพื้นที่จากคู่แข่งได้มากน้อยแค่ไหน

2. ตัวแปรอิสระ (Independent Variable)

ตัวแปรอิสระ คือปัจจัยต่าง ๆ ที่เราคาดว่าส่งผลต่อผลลัพธ์ข้างต้น ซึ่งก็คือองค์ประกอบของ Marketing Mix นั่นเอง 

  • งบโฆษณา (Media Spend): ครอบคลุมทั้ง Ads Services บนแพลตฟอร์มออนไลน์ (Facebook, Google, TikTok) และสื่อนอกบ้าน (OOH) หรือทีวี
  • ราคา (Price): วิเคราะห์ว่าการขึ้นหรือลดราคาส่งผลต่อยอดขายอย่างไร (Price Elasticity)
  • โปรโมชัน (Promotion): การทำ Flash Sale, ส่วนลด หรือของแถม แบบไหนกระตุ้นยอดได้จริง
  • ช่องทางจัดจำหน่าย (Distribution): การเพิ่มจุดขายหรือการขยายช่องทาง E-commerce มีผลแค่ไหน

เจาะลึกขั้นตอนการทำงาน (Step-by-Step Workflow)

การทำ Marketing Mix Modeling (MMM) ไม่ใช่แค่การรันโปรแกรม แต่เป็นกระบวนการจัดการข้อมูลอย่างเป็นระบบระหว่าง แบรนด์ และ Digital Marketing Agency เพื่อให้ได้ Insight ที่ใช้งานได้จริง โดยมีขั้นตอน ดังนี้

1. การเก็บรวบรวมข้อมูล (Data Collection)

เราต้องการข้อมูลย้อนหลังอย่างน้อย 6-12 เดือน (หรือ 180 data points ขึ้นไป) เพื่อให้โมเดลมีฐานข้อมูลเพียงพอในการคำนวณ โดยครอบคลุม 

  • ฝั่งแบรนด์: เตรียมข้อมูลยอดขายรายวัน (Daily Sales), รายได้, และปัจจัยภายใน เช่น ช่วงเวลาที่จัดโปรโมชัน หรือการปรับราคาสินค้า
  • ฝั่ง Agency: รวบรวมข้อมูลการใช้จ่ายใน Ads Services ทั้งหมด (Facebook, Google, TikTok ฯลฯ) รวมถึงสถิติเชิงลึกจากแพลตฟอร์มโฆษณา

2. การเตรียมข้อมูล (Data Cleaning)

Convert Cake จะนำข้อมูลที่กระจัดกระจายจากหลายแหล่งมาจัดระเบียบให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน เพื่อลดความคลาดเคลื่อน (Data Noise) เช่น การจัดการค่าที่หายไปหรือการปรับแต่ง Time-series ให้พร้อมสำหรับการคำนวณทางสถิติ

3. การสร้างโมเดลทางสถิติ (Model Building)

ทีม Data Scientist ของเราจะเลือกใช้โมเดลที่เหมาะสมกับประเภทธุรกิจ เช่น Robyn (โดย Meta) หรือ LightweightMMM เพื่อหาความสัมพันธ์เชิงลึกระหว่างกิจกรรมการตลาดกับยอดขาย โดยขั้นตอนนี้จะมีการทดสอบความแม่นยำของตัวแปรซ้ำหลายครั้ง (Model Validation)

4. การวิเคราะห์และตีความ (Insight Analysis)

เราจะแปลงตัวเลขทางสถิติให้กลายเป็นกลยุทธ์ธุรกิจ โดยระบุชัดเจนว่า Ads Services ช่องทางไหนให้ ROI สูงที่สุด ช่องทางไหนเป็นเพียงตัวประกอบ และช่องทางไหนที่เริ่มถึงจุดอิ่มตัว (Saturation) จนไม่ควรเพิ่มงบอีกต่อไป

5. การเพิ่มประสิทธิภาพและจำลองสถานการณ์ (Optimization & Simulation)

เราใช้ระบบ Simulator เพื่อพยากรณ์ผลลัพธ์ล่วงหน้า (Scenario Planning) เช่น หากลูกค้าต้องการเพิ่มงบ Ads Services อีก 20% ในเดือนหน้า เราจะจำลองให้เห็นว่าควรแบ่งสัดส่วนไปที่แพลตฟอร์มใดถึงจะได้ Revenue กลับมาสูงที่สุดแบบ Proactive

6. การนำไปปฏิบัติและติดตามผล (Action & Monitoring)

แบรนด์และ Agency จะร่วมกันปรับโครงสร้างงบประมาณ (Budget Re-allocation) ตามแผนที่วางไว้ แล้วไปต่ที่การ Monitoring โดย Convert Cake จะคอยอัปเดตโมเดลด้วยข้อมูลใหม่สม่ำเสมอ เพื่อให้การวิเคราะห์เฉียบคมและเท่าทันต่อสถานการณ์ตลาดที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

การทำงาน-marketing-mix-modeling

Digital Marketing Agency จะนำผล Marketing Mix Modeling (MMM) ไปใช้อย่างไร?

เป้าหมายสูงสุดคือการทำ Budget Re-allocation หรือการปรับโครงสร้างงบประมาณใหม่ทั้งหมด โดยเราจะโยกงบจากช่องทางที่เริ่มอิ่มตัว (Saturation) ไปยังช่องทางที่ยังมีโอกาสเติบโต เพื่อให้เงินทุกบาทที่จ่ายไปใน Ads Services ให้ผลตอบแทน (ROI) ที่คุ้มค่าที่สุดในระยะยาว

ประโยชน์และข้อจำกัดที่คุณต้องรู้เกี่ยวกับ Marketing Mix Modeling

ประโยชน์ที่ของการทำ Marketing Mix Modeling

  • วัดผล ROI ได้แม่นยำ: รู้ชัดเจนว่าเงินทุกบาทที่ลงไปใน Ads Services คืนกลับมาเป็นกำไรเท่าไหร่
  • จัดสรรงบประมาณได้อย่างชาญฉลาด: ไม่ต้องเดาว่าควรลงเงินที่ไหน แต่ตัดสินใจจากข้อมูลจริงเพื่อประสิทธิภาพสูงสุด
  • เข้าใจพฤติกรรมลูกค้า: รู้ว่าปัจจัยไหน (ราคา, โปรโมชัน หรือแอด) ที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อมากที่สุด
  • คาดการณ์อนาคตได้: ช่วยในการวางแผนสต็อกสินค้าและงบประมาณล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำ
  • เพิ่มความได้เปรียบทางการแข่งขัน: เข้าใจกลไกตลาดและผลกระทบจากคู่แข่งได้ดีกว่าการดูแค่รีพอร์ตหน้าเดียว

ข้อจำกัดที่ควรพิจารณา (Considerations)

  • ต้องการความสมบูรณ์ของข้อมูล: หากข้อมูลย้อนหลังไม่เพียงพอหรือขาดความต่อเนื่อง โมเดลจะขาดความแม่นยำ
  • ความซับซ้อนเชิงเทคนิค: ต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้ด้านสถิติและดาต้าในการสร้างและตีความโมเดล
  • Multicollinearity: ในบางครั้งตัวแปรอาจมีความสัมพันธ์กันเอง (เช่น ยิงแอดพร้อมกับจัดโปรโมชัน) ทำให้ต้องใช้เทคนิคขั้นสูงในการแยกผลกระทบออกจากกัน
  • การปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง: ตลาดเปลี่ยนเร็ว ข้อมูลเก่าอาจใช้ไม่ได้กับสถานการณ์ใหม่ จึงต้องมีการ Calibrate โมเดลอยู่เสมอ

สรุป

ในยุคที่ข้อมูลกระจัดกระจายและการติดตามผลแบบรายบุคคลถูกปิดกั้น การยึดติดกับวิธีการวัดผลแบบเดิมอาจทำให้ธุรกิจของคุณหลงทางและสูญเสียโอกาสในการทำกำไร การนำ Marketing Mix Modeling (MMM) มาปรับใช้ จึงไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่เป็นมาตรฐานใหม่ ของการทำธุรกิจที่ต้องการความแม่นยำและโปร่งใส

หัวใจสำคัญไม่ได้อยู่ที่การมีข้อมูลจำนวนมาก แต่อยู่ที่การรู้วิธีอ่านและใช้ ข้อมูลเหล่านั้นเพื่อขับเคลื่อนยอดขายให้เติบโตอย่างยั่งยืน การบริหารจัดการ Ads Services ให้มีประสิทธิภาพสูงสุดในอนาคต จึงต้องอาศัยเทคโนโลยีและการวิเคราะห์ที่ลึกซึ้งจาก Digital Marketing Agency ที่เข้าใจโครงสร้างธุรกิจของคุณอย่างแท้จริง เลิกปล่อยให้งบประมาณการตลาดละลายหายไปกับสถิติที่หลอกตา เปลี่ยนการลงทุนให้เป็นผลกำไรที่พิสูจน์ได้ด้วยวิทยาศาสตร์ข้อมูล ติดต่อ Convert Cake เพื่อรับคำปรึกษาเชิงลึกและร่วมวางรากฐานกลยุทธ์ Marketing Mix Modeling (MMM) เพื่อสเกลธุรกิจของคุณให้ก้าวกระโดดในปีนี้ได้เลย

FAQ

1. ต้องมีงบโฆษณา (Ads Services) เยอะแค่ไหนถึงควรทำ MMM?

จริง ๆ ไม่ได้กำหนดขั้นต่ำ แต่จะคุ้มค่าเหนื่อยที่สุดเมื่อคุณเริ่มใช้เงินโฆษณาหลายช่องทาง (เช่น Facebook พร้อมกับ TikTok และ Google) จนเริ่มแยกไม่ออกว่ายอดขายที่ได้มาจริง ๆ มาจากแอดตัวไหนกันแน่ ถ้าคุณใช้งบหลักแสนต่อเดือนขึ้นไป การทำ MMM จะช่วยประหยัดเงินที่ลงไปแล้วเสียเปล่าได้มหาศาล

Dashboard บอกแค่เกิดอะไรขึ้นบ้าง (เช่น เมื่อวานคนคลิกกี่คน) แต่ MMM บอกว่า ทำไมมันถึงเกิดขึ้น MMM จะคำนวณปัจจัยภายนอกอย่าง คู่แข่งลดราคา, ฝนตก, หรือช่วงเงินเดือนออก เข้าไปด้วย เพื่อให้เห็นว่ายอดขายที่เพิ่มขึ้นมาจากฝีมือ Ads Services จริง ๆ เท่าไหร่กันแน่ ไม่ใช่แค่การนับยอดคลิกเฉย ๆ

ทำได้ แต่ความแม่นยำจะลดลง แนะนำว่าขั้นต่ำควรมีข้อมูลย้อนหลังอย่างน้อย 6 เดือน (180 วัน) เพื่อให้โมเดลเห็นความเปลี่ยนแปลงของยอดขายในแต่ละช่วงเวลา แต่ถ้ามีครบ 1 ปีจะดีที่สุด เพราะโมเดลจะเข้าใจฤดูกาล (Seasonality) ของธุรกิจคุณได้ขาดกระจุย

ที่ใช้กันบ่อยที่สุดคือการทำ Budget Re-allocation หรือการโยกงบ เช่น โมเดลอาจจะบอกว่าเลิกอัดเงินใน Facebook เพิ่มได้แล้วเพราะมันอิ่มตัว ให้โยกงบ 20% ไปลง TikTok แทน ยอดรวมจะโตขึ้นอีก 15% ช่วยให้คุณวางแผนการใช้เงินโฆษณาได้คมกว่าเดิมเยอะ

ขั้นตอนการสร้างโมเดลค่อนข้างซับซ้อน ต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญด้านดาต้าและสถิติในการปรับจูน (Calibrate) เพื่อไม่ให้ค่าเพี้ยน นี่จึงเป็นเหตุผลที่ธุรกิจส่วนใหญ่นิยมใช้บริการจาก Digital Marketing Agency ที่มีทีมเฉพาะทางเข้ามาจัดการให้ เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่แม่นยำและเอาไปใช้งานได้จริงทันที

Related Blogs